คำพิพากษา แค่ชื่อก็คาดคิดไปแล้วว่าเนื้อเรื่องจะเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง แต่ เมื่อได้อ่านไปแล้วนั้นโคตรพลิกกลับตะละปัดแบบคาดไม่ถึง ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง การดำเนินเรื่องก็จะมีการบรรยายเรื่องอย่างละเอียดเน้นก็บรรยายภาพบรรยากาศอย่างชัดเจน
เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปตามเนื้อหาของมันอย่างลงตัว คุณชาติ กอบจิตติ ก็แสดงให้เห็นถึงภาพพจน์ที่แสดงออกถึงความไม่เป็นธรรมของเนื้อหาเลย ซึ่งเรื่องราวจะมากระทบแต่ ตัวฟักที่ ยังไม่ทำไรผิดแล้วต้องมารับกรรม อย่างน่าสงสารมากเพราะโดนตราหน้าอย่างน่าเกลียดและการไม่ยอมรับของสังคมว่าทำไมเหตุใด แรงจูงใจสิ่งใดที่ทำให้เขา(ฟัก)ต้องทนทุกข์ทรมานมากมาย แม้แต่ตอนนอนก็ยังคิดไม่ตก เวลาที่มีความสุขเพียงเวลาเดียว คือตอนที่ทำงานเป็ภารโรงเท่านั้น
วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2563
วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556
ลูกอีสานภาพชีวิตในสังคมบ้านนา
บทวิจารณ์ โดย นางสาวนุชวนา สตารัตน์
รหัสประจำตัวนักศึกษา 543410010303
นักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 3 ห้อง 3
_____________________________________________________________________
ลูกอีสานภาพชีวิตสะท้อนอัตลักษณ์ถิ่นอีสานและสังคมชาวบ้านนา
นักเขียนวรรณกรรมที่สะท้อนความเป็นตัวต้นของภาคอีสาน
ที่มีความหลากหลายทั้งทางด้านวัฒนธรรม และตัวนักเขียนเองได้เล่าถึงสภาพความเป็นจริงของสังคมยุคนั้นสมัยนั้นออกมาเป็นตัวลายลักษณ์อักษรไว้เป็นอย่างดี
เพื่อได้ให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้ทราบถึงความเป็นอยู่ในสมัยก่อนและจะได้ไม่ลืมรากเหง้าแก่นแท้ของความเป็นอีสานแท้
กินปลาร้า(ปลาแดก) มาตั้งแต่เด็ก และยังนำเอาอัตลักษณ์ถิ่นของอีสานมาใส่ไว้ในงานของตนเอง และยังตีแผ่ความเป็นชาวบ้านที่ยากจน ข้นแค้นนำมาแฝงให้คติความคิดที่เป็นการสะท้อนภาพสังคมในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี
ลูกอีสาน
เป็นหนังสือนวนิยายของคำพูน บุญทวี ได้รับรางวัลมากมายอาทิ วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี
พ.ศ. 2522 และยังได้รับได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ลูกอีสาน ในปีพ.ศ.
2525 การเขียนของงานลูกอีสานของคำพูน
บุญทวี สามารถสะท้อนวิถีชีวิตของชาวอีสานและบรรยายภาพได้สมจริงจนเกิดเป็นมโนภาพ รวมทั้งยังได้รับการจัดให้เป็นหนังสือดี 100
เล่มที่คนไทยควรอ่านอีกด้วย
ลูกอีสาน
แต่งโดย คำพูน บุญทวี ในรูปแบบนวนิยาย หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลดีเด่น
ประเภทนิยาย ของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปีพ.ศ.2519 ยังได้รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมรางวัลซีไรท์ดีเด่นประเภทนิยายประจำปี
พ.ศ. 2522 ผู้เขียนซึ่งเป็นชาวอีสานโดยกำเนิดได้นำเอาประสบการณ์และ
เกร็ดชีวิตเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนออกมาเขียน
เล่าชีวิตช่วงเด็กในแผ่นดินที่ราบสูงสะท้อนออกมาเป็นเรื่องราว
ชีวิตชนบทแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่สภาวะธรรมชาติ ความสุข ความทุกข์
และการต่อสู้อย่างทรหด
อดทนกับความแปรปรวนของธรรมชาตินับได้ว่าเป็นงานเขียนที่มีค่าต่อการศึกษาสังคมท้องถิ่นอีสานอย่างมาก
ถ้าหากมองที่เจตนาของผู้แต่งแล้ว ลูกอีสานจะมุ่งการนำเสนอความเป็นชนบทที่ลำบากยากแค้น ในพื้นดินที่แห้งแล้ง เน้นไปในด้านทำออกทำมาหากิน
และความกตัญญูช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน
ซึ่งผู้แต่งได้บรรยายถึงความลำบากยากแค้นของชาวอีสาน ในยุคสมัยนั้น
สอดแทรกศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การดำรงชีพ แนวคิด ความเชื่อ
ทั้งหลายทั้งปวงของชาวอีสานได้อย่างลงตัว โดยจะเห็นได้จากคำวิจารณ์ ของนพพร ประชากุล
ที่ได้ยกย่องใน วารสาร ภาษาและหนังสือ 15 ปี ซีไรต์ ในหัวข้อมีอะไรในลูกอีสาน ความว่า
“นั่นคือการใช้มุมมอง ลูกอีสาน
เป็นการเล่าเรื่องผ่านสายตาและความนึกคิดของตัวละครเอกคือเด็กชายคูน สายตาของเด็กผู้กระหายใคร่เรียนรู้ มีคุณสมบัติขยายทุกสิ่งทุกอย่างให้ใหญ่ไปหมด เป็นสายตาแห่งการค้นพบที่จับเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
และทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งสำคัญขึ้นมาในความนึกคิด
อาจกล่าวได้ว่าสายตาของเด็กเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมเชิงการเล่าเรื่อง (narrative
legitimacy) ให้กับรายละเอียดทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่บรรยายอย่างยืดยาวพิศดาร
รายละเอียดเหล่านี้ยังอยู่ในกรอบความสมจริงของการเล่าเรื่องก็ด้วยเหตุที่สัมพันธ์กับมุมมองของเด็กโดยจำเพาะเท่านั้น
(นพพร ปรพชากุล.2535 : 17)
ลูกอีสาน
เป็นการนำเอาเรื่องราวจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบเห็น ถ่ายทอดในรูปของนิยาย
โดยได้เขียนเป็นตอนๆ ประมาณ 36 ตอน เพื่อพิมพ์ลงในนิตยสารฟ้าเมืองไทย ช่วงปี
พ.ศ.2518 – 2519
เนื้อของหนังสือนวนิยายเรื่องลูกอีสาน
เป็นเนื้อหาของเด็กชายชื่อคูณ ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ และน้องสาวทั้งสองคน ซึ่งเป็นเด็กบ้านนอก ลำบากยากจน
คูนเป็นลูกชาวนา เป็นเด็กชายที่ใส่ซื่อ บริสุทธิ์ ซึ่งเนื้อเรื่องจะบรรยายไว้ต่างๆว่า
ตัวละครทำอะไรที่ไหน หากินอย่างไร
และมักจะสอดแทรกวิธีการหรือภูมิปัญญาชาวบ้านเอาไว้
ด้วยความที่ลูกอีสานมีผลงานการันตีทั้งรางวัลและภาพยนตร์มากมายจึงทำให้หนังสือ นวนิยามเล่มนี้ครองใจคนทุกยุคทุกสมัยมาอย่างยาวนาน และยังมีผู้อ่านมากมายและคนที่จะเข้าใจมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นความเป็นคนอีสาน
อ่านแล้วได้ทั้งแง่คิด และยังภูมิใจที่ได้เป็นคนอีสานและยังเป็นผลงานที่มีความโดดเด่น
ทำให้มีอิทธิมากราวกับว่าผู้อ่านเองก็เป็นหนึ่งในตัวละคร นับว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าสมแก่ที่คนไทยควรอ่านทุกยุคทุกสมัย
ภาพสะท้อนชีวิตลูกอีสานสังคมบ้านนา
“ลูกอีสานที่เปรียบเสมือนเป็นเรื่องชีวิตจริงอิงนิยายของครอบครัว
ข้าพเจ้ากับเพื่อนบ้านที่ประสบภัยแล้งและความอดอยากปากแห้งสมัยนั้น” ( คำพูน
บุญทวี ,2552 : คำนำ)
ข้อความที่ยกมานี้เป็นส่วนหนึ่งของคำนำที่
คำพูน บุญทวี บันทึกไว้ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปนานเพียงใด
แต่เส้นทางของชาวอีสานนั้นก็ยังต้องเผชิญกับสภาวะที่แห้งแล้ง
ซึ่งผู้เขียนนั้นได้อ้างอิงจากสภาวะความเป็นจริงในสมัยนั้นได้ออกมาเป็นอย่างดี
เนื้อหาของนวนิยายเรื่องนี้
เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่อยู่ตามชนบทซึ่งจะมีการบรรยายและพรรณนาเนื้อเรื่องไปจากเริ่มเริ่มเรื่องไปยังตอนจบของเรื่อง
คือจะมีครอบครัวครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านในชนบทที่แห้งแล้วและใช้ชีวิตอย่างอยากลำบาก ภายในครอบครัวนั้น จะมีเด็กน้อยชื่อคูน
พ่อแม่ และ น้องสาวสองคนชื่อ ยี่สุ่นกับบุญหลาย รวมทั้งสิ้น 4 คนด้วยกัน
คูณเป็นเด็กชั่งสงสัยชอบถามและชอบทำเลียนแบบพ่อของเขา ซึ่งในแต่ละวัน
คนภายในครอบครัวจะมีวิธีการที่ทำมาหากินแต่ต่างกันออกไป
พ่อของคูนมักจะออกไปทำมาหากินข้างนอกบ้านแม่และน้องสาวทั้งสองส่วนใหญ่มักจะอยู่เฝ้าบ้าน และคูณก็มักที่จะตามพ่อไปออกหากินเพราะถ้าพ่ออนุญาตให้คูนไปด้วยคูณจะดีใจเป็นพิเศษ
ในการออกไปหากินที่ในป่า
ในโคกและในหนองน้ำแต่ละครั้ง มักจะมีไอ้มอมและไอ้แดง(สุนัข)
ออกไปล่าสัตว์เป็นเพื่อนอีกด้วย ซึ่งสัตว์เลี้ยงทั้งสองนี้มีความแสนรู้เป็นอย่างมากเจ้าของบอกให้ทำอะไรก็ทำได้หมด
ต่อมาก็มีคนในหมู่บ้านย้ายออกจากหมู่ที่อยู่เพราะทนความยากลำบากความแห้งแล้งไม่ไหวจึงออกไปหาหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์เช่น
หมู่บ้านดินดำ น้ำซุ่ม
ซึ่งก็ได้ย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่หลายครอบครัวด้วยกัน เมื่อคูน สงสัย ว่าทำไมเราไม่ย้ายไปบ้าง คูนได้ถามพ่อ พ่อก็บอกว่าไม่ย้าย อยู่ที่นี่ก็ไม่ตายหรอก อยู่ที่นี่แหละทำไมเราจะอยู่ไม่ได้ เมื่อคูนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มดีใจ
ต่อมาเมื่อคูนถึงเกณฑ์ที่ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว
พ่อก็ได้พาคูนเข้าโรงเรียนวัดแถวบ้าน ซึ่งคูนก็ตื่นเต้นดีใจมาแต่แอบกลัวหลวงพ่อเคน เพราะหลวงพ่อเคนมักจะตีเด็กน้อยอยู่บ่อย ทำให้คูนกลัวอย่างบอกไม่ถูก
และเมื่อคูนเข้าโรงเรียนก็มีเพื่อนที่ชื่อจันดี
จันดีเป็นเพื่อนบ้านของคูน มีนิสัยที่พูดจาตรงไปตรงมาและเรียนเก่ง มักจะเป็นที่เปรียบเทียบของคูนเสมอ
เมื่อถึงเวลางานสงกรานต์ ก็เงียบเหงาและไม่สนุกเหมือนอย่างที่เคย เพราะคนในหมู่บ้านทุกคนนั้นออกไปหาอยู่หากิน
จะมีเพียงแค่การรดน้ำดำหัวคนเฒ่าคนแก่เพียงเท่านั้น ไม่มีการได้ออกไปวิ่งเล่นและเล่นน้ำที่ไหนเลย
ในเวลาต่อมาคูนก็ได้ทำกิจกรรมต่างๆมากมายกับพ่อ
การหาอาหารในหน้าแล้ง การกินอาหารชนิดต่างๆที่ออกไปหาจับกับพ่อมาได้ ทั้งดักนกขุ้ม เพื่อเอามาลาบ
การออกไปไล่จอนฟอน ออกไปจับจิ้งหรีด
ไปหาปลา กินลาบบึ้ง เมื่อถึงเวลาฝนตก พ่อก็จะพาคูนออกไปหาจับอึ่งมาย่างกิน
และก็การเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปจับปลาที่แม่น้ำชี
ซึ่งการหากินแต่ละอย่างนั้น จะอยากลำบากเสมอ
ถึงแม่จะหามาได้แต่ก็อาจไม่พอที่จะอิ่มมากนัก
ในระหว่างที่เดินทางก็จะมีเหตุการณ์ต่างๆมากมาย กว่าจะถึงแม่น้ำชี
ซึ่งเมื่อถึงแล้วคูนก็ตื่นเต้นมากเพราะว่าไม่เคยเห็นแม่น้ำที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
ซึ่งพ่อของคูนพาคูนเข้าไปพักที่ในหมู่บ้าน
ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านแถบนั้น ทั้งผู้ใหญ่บ้าน
ก็ให้การตอนรับจากคนต่างถิ่นอย่างดีเลยทีเดียว
ทั้งมาชวนให้ไปลงแขกจบปลาที่หนองในหมู่บ้าน ซึ่งมีแต่ปลาตัวใหญ่ๆ เช่น การจับปลาดุก
ได้ทอดแห่
หาปลาเพื่อที่จะทำหม่ำไข่ปลา
และการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อที่จะหาปลาให้ได้มากๆเพื่อ ที่จะเอาไปทำปลาร้า
เก็บไว้กินยามหน้าแล้งปีหน้า
และตกเย็นพ่อก็ได้พาคูนไปใส่เบ็ด เพื่อที่จะหาปลาเพิ่ม
และก็ออกไปจับกบจับเขียดและก็มาจนถึงวันสุดท้ายของการจับปลาที่แม่น้ำชี
และครอบครัวคูนก็จะเตรียมตัวกลับบ้าน
ในระหว่างกลับเกวียนก็ได้หัก จึงทำให้เดินทางกลับอย่างทุลักทุเล เพราะทั้งมืดและฝนตกอีกต่างหาก
แต่ด้วยความที่มีคนไปเยอะจึงทำให้มีคนมาช่วยอยู่หลายคน ทำให้การซ่อมเกวียนเป็นไปด้วยดี แต่ต้องนอนพัก
ที่นั้นเพราะมาสามรถเดินทางออกไปได้เพราะมืดค่ำแล้ว เมื่อถึงเวลาเช้ามืด
พ่อก็ได้พาคูนออกไปยิงนกเพื่อที่จะนำไปแลกหม้อแกง
และในระหว่างทางกับแม่ของคูนก็ได้
เอาปลาที่หาได้นั้นไปแลกกับข้าวสารเพื่อที่จะมีข้าวกินในหน้าแล้ง
เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว
คูนก็ดีใจมากๆดพราะคูนคอดถึงบ้านมากเพราะออกเดินทางจากบ้านประมาณเกือบครึ่งเดินได้กับการเดินทางที่ยาวนาน และเมื่อมาถึงบ้านนั้น ก็เวลาประมาณบ่ายกว่า
ก็ทำให้มีฝนตกอยู่ห่าใหญ่ ซึ่งความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่คูนนอนในเกวียนและใต้ท้องเกวียนมาหลายวัน ทำให้คูนนอนกลางวันหลับไปนาน
ตั้งแต่เมื่อเช้าถึงเที่ยง เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง และแม่บอกคูนก็ออกไปขายปลา ที่ร้านค้า
เพื่อเอาเงินมาไว้ใช้จ่ายในครอบครัว
ต่อมา
ผู้ใหญ่บ้านได้ประชุมกับลูกบ้านว่าจะจัดงานวัดภายในหมู่บ้าน
จัดขึ้นเพื่อเป็นการฉลองระฆังที่หลวงพ่อเคน ได้หล่อขึ้นมาใหม่ เพราะคูนบอกว่า
นานแล้วที่บ้านเราไม่มีการจัดงานใหญ่อะไรอย่างนี้มาก่อน
คูนรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก เพราะในงานวัดนั้น จะมีหมอลำ มีของมาขายเยอะแยะสุดท้ายนี้ ผู้คนในครอบครัวก็อยู่กันอย่างมีความสุขเพราะความเป็นลูกอีสานที่ต้องมีความอดทน
จากการศึกษาเรื่องภาพสังคมในนวนิยายลูกอีสานมีความเป็นจริงกับสังคมไทย
จะเห็นได้ว่าภาพของการทำมาหากิน
การออกไปหากิน
ก็จะแสดงความเป็นตัวตนที่แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นอีสานมาพอสมควร ทั้งทางด้านการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นในแนวลักษณะคำสอน การอธิบายเหตุการณ์และวิธีการต่างๆในการทำอาหาร
ซึ่งยังถือว่าใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน
นับว่าเป็นภาพสะท้อนชีวิตที่อดทนต่อความยากลำบากด้วยใจร่าเริงอย่างแท้จริงแม้จะอดอยากมาแค่ไหนก็ตามเพียงแค่อดทน
เราก็จะมีความสุขมากทีเดียว
ภาพสะท้อนสังคมในแบบของลูกอีสาน
ลูกอีสานนับว่าเป็นวรรณกรรมที่มีความเป็นสัจนิยมอยู่มากทีเดียว
เพราะเมื่อนำมาศึกษาแล้วนับว่ามีความเป็นจริงที่แฝงอยู่ในสังคมมากมาย
ซึ่งผู้เขียนนั้นนำเสนองานออกมาในรูปแบบรูปธรรมคือสามารถจินตนาการมองเห็นมโนภาพด้วยตัวของวันเอง ซึ่งใจตอนที่ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้นั้นจะเป็นเมื่อที่อีสานนั้นมีความแห้งแล้งมากทีเดียวเพราะได้บอกช่วงต้นแล้ว
ได้มีการอิงความเป็นจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
และผู้เขียนก็ยังมุ่งเน้นการนำเสนอว่า เกิดเป็นคนอีสานต้องรู้จักขยัน
ไม่ขี้เกียจ สามารถทำได้ทุกอย่างและต้องอดทน
ผู้แต่งเองได้แต่งหนังเล่มนี้เมื่อปี
พ.ศ.2519 ซึ่งในช่วงปีนั้นเองอาจจะคาดคะเนได้ว่า มีการแห้งแล้งหนักมาก
จนทำให้เกิดผลตกกระทบภายในจิตใจของผู้เขียน
จึงได้ถ่ายทอดผลงานที่มีคุณค่ามากเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ทราบว่า
ในสมัยก่อนนั้นมีความเป็นอยู่อย่างไร
การเดินทางและการทำมาหากินเป็นอย่างไร
ซึ่งผู้จัดทำจะนำมาแยกประเด็นในการวิเคราะห์
ดังนี้ ด้านความเชื่อ ด้านการศึกษา
ด้านการปกครอง ด้านการประกอบวิชาชีพ ซึ่งผู้เขียนเองมุ่งเสนอให้เห็นถึงความสำคัญที่มีความเท่าเทียบกันในแต่ละเรื่อง
และในแต่ละด้านก็ยังมีความสัมพันธ์ที่สามารถเชื่อมโยงกันแทบจะแยกไม่ออกเลยที่เดียว เรื่องลูกอีสานสามารถวิเคราะห์ ตามแนวคิด
แนวสังคม ได้ดังนี้
ด้านความเชื่อ
ในอดีตนั้นจะมีเรื่องราวความเชื่อต่างๆมากมายในชุมชนภาคอีสาน
เรื่องผีปอบ เรื่องการที่ชายหญิงแอบมานอนด้วยกัน และทำให้ผิดีปู่ย่าตายาย และเรื่องที่เจ็บไข้ได้ป่วย
บอกว่าเป็นเพราะผีปู่ตาทำ
หรือการกินของดิบๆ ซึ่งในสมัยนั้น
เพียงแค่คนที่สักลายมาเต็มตัวก็อาจได้ชื่อว่า เป็นผีปอบได้แล้ว สิ่งเหล่านี้
นับว่าเป็นความเชื่อของคนในสมัยนั้น
“พ่อของพ่อหรือปู่ของเด็กๆ
เคยบวชเป็นพระอยากเรียนหนังสือทางพระมากๆ จึงเดินตีนเปล่าเข้ากรุงเทพฯ
กับคนไม่บวชอีสามคน
ทุกคนจะหาบข้าวสารไปด้วยเพื่อหุงกินยามหิว ปู่ของเด็กๆ
ที่เป็นพระก็จะต้องสะพายถุงข้าวสาร ไปเหมือนกัน 13 วัน จึงจะถึงเมืองโคราช
และพากันขี่รถไฟปนกับหมูจนถึงกรุงเทพฯ แม้แต่พระในกรุงเทพฯ
ไม่ยอมรับให้ปู่เข้าเรียนหนังสือธรรมเพราะเขาว่าปู่ชอบกินของดิบๆ และสกปรก
อีกอย่างหนึ่งเขาเห็นปู่ขาลายคือสักลายตั้งแต่หัวเข่าขึ้นไปถึงโคนขาสุดทั้งสองข้าง”
“พระกรุงเทพ
ฯ ขี้เหนียวไม่ใช้ปูเรียนหนังสือใช่ไหม พ่อ !” เด็กชายคูณถาม
“เขากลัวเป็นผีปอบเข้าไปกินตับพระในวัดหมดน่ะ”
พ่อเล่าต่ออีกว่าปู่โมโหจนตัวสั่นทำให้พระในวัดเข้าใจว่า
ผีปอบออกฤทธิ์จึงพากันไล่ปู่ออกจากวัดไป ปู่โมโหจึงสึกออกจากพระ ( คำพูน บุญทวี ,2552 : 13)
จากข้อความข้างต้นนี้
จะเห็นถึงความเชื่อในสมัยก่อนที่มีความเชื่อเรื่องการนับถือผีการเชื่อเรื่องที่ว่ากินของดิบแล้วเป็นผีปอบ
และจากเหตุการณ์นี้เองทำให้ปู่ของคูนเกลียดผีปอบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ซึ่งเรื่องราวความเชื่อเหล่านี้เราไม่สามารถที่จะไปบอกว่าจริงหรือไม่จริงเพราะเราก็ไม่ได้เจอมากับตัวเอง
“เอ้า
ตกลงมาให้นากูห่งให้ซ่งกูเปียก” ความหมายของคำพูดคือ
ขอให้ฝนตกลงมามีน้ำขังในน้ำในนานานๆ และกางเก่งเปียกฝนสักที
และคำพูดพวกนี้ก็เป็นคำพูดส่วนหนึ่งของคำกลอนเซิ้งนางแมวขอฝน
“อย่าเพิ่งพูด”
“ทำไมล่ะ”
“ขืนพูดก่อนดีใจก่อน
พระยาแถน ข้างบนจะไม่ให้น้ำฝนน่ะลูก” ( คำพูน
บุญทวี ,2552 : 39)
จากข้อความข้างต้นก็เป็นเช่นเดียวกันที่มีความเชื่อบูชาพระยาแถนเชื่อว่าพระยาแถนคือผู้ที่สามารถทำให้ฝนตกได้ และยังแสดงข้อความที่ว่าคำกลอน
เซิ้งนางแมวเพื่อขอฝน อีกด้วย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สามารถที่สะท้อนภาพสังคมชาวอีสานออกมาอย่าเห็นได้ชัดเจน
“ชายหญิงจะเป็นผัวเมียกันมีสามอย่าง
คือ สู่ขอกันแล้วแต่ง ตามพิธี กับชวนกันหนี
และชูกัน อย่างทิดจุ่นคำกองนิ”
คูนนับนิ้วมือทวนคำพูดของย่าในใจว่า
หนึ่งสู่ขอ สองพากันหนีสามชูกัน
ย่าย้ำต่ออีกว่า
“ ถ้าผู้สาวไปชูผู้บ่าวผีปู่ย่าตายายโกรธมากกว่าผู้บ่าวชูผู้สาว ถ้าไม่เสียควายเผือกหนึ่งตัวกับควายดำหนึ่งตัว
ฝ่ายสาวจะฉิบหาย ( คำพูน บุญทวี ,2552 : 52 )
จากข้อความข้างต้นก็เหมือนกัน
แต่ข้อนี้ก็จะมีความแตกต่างจากข้อความอื่นอยู่บ้างเพราะ
ข้อความข้างต้นนี้จะแอบแฝงไปด้วยข้อคิดคำสอน ไม่ให้ ชิงสุกก่อนห่ามนั้นเอง แล้วยังเชื่อว่าเป็นการผิดผีอีกด้วย
เพราะอาจจะทำให้ผีปู่ย่าตายาไม่พอใจ
จึงต้องมีการขอขมาเกิดขึ้น
ด้านการศึกษา
ในสังคมเสมัยก่อนจะมีโรงเรียนที่ใช้สำหรับสอนเด็กๆ
ซึ่งมักจะมีไปเรียนที่วัด เพราะสมัยก่อนวัดเป็นที่สาธารณะและเป็นศูนย์รวมจิตใจ
ความศรัทธาเลื่อมใส
จึงทำให้วัดเป็นสถานที่จัดการศึกษา
และผู้สอนก็มักจะมีพระเป็นผู้สอนเด็กๆด้วย
“โรงเรียนเฮามีครูฝึกหัดเคยมาที่นี่เคยมาช่วยสอนก็ย้ายหนีแล้ว
หลวงพ่อเคนต้องมาสอนช่วยอีก แต่ท่านบ่มีเงินเดือน นักเรียนทั้งหมดมีห้าชั้น คือ
ชั้นมูล ขี้หมูไหล ชั้น ป.1 ป.2 ป.3
และป.4”
“ข้อยกับบักคูนอยู่ชั้นได๋ล่ะพ่อ”
จันดีถาม
“ก็อยู่ชั้นขี้หมูไหลนั่นล่ะ”
ลุงเข้มว่า
“ถ้าเรียนดีอ่านได้เขียนได้ไว
กับนับถึง 500 ครูจะเลื่อนไปเป็น ป.1” พ่อของคูณว่า
“การแต่งตัวไผสิแต่งสรอีหยังก็ได้
มีเกือกกะใส่มาได้ ไผมีเล็บมือยาวๆ ต้องขูดขี้เล็บออกให้เกลี้ยง
อย่ากัดดินสอหินดินสอดำกินเล่นไผปวดท้องกะให้ไปถ่ายลงช่อง
อีกเรื่องหนึ่งคือนักเรียนเก่ามักพากันกินข้ากับปลาแดกเดินมาโรงเรียน บางคนลักเด็ดบักแข้งหรือภาษาในหนังสือเรียกว่ามะเขือพวงมาโรงเรียน บางคนลักเด็ด บังแข้งหรือที่ภาษาในหนังสือเรียกว่ามะเขือพวงของผู้อื่นกิน
ต่อไปนี้อย่าลักของเขาพวกนี้เข้าไปในห้องเรียน บ่อมีไผ่ล้างมื่อจักเทื่อ” (
คำพูน บุญทวี ,2552 :
73)
จากข้อความที่กล่าวมานั้น
การศึกษาอาจจะยังไม่มีคุณภาพเหมือนปัจจุบันและอาจจะยังไม่มีการใส่เครื่องแบบเหมือนปัจจุบัน
แต่สิ่งที่เห็นได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับปัจจุบันมากที่สุดคือ
การอ่านออกเขียนได้ ก็จะได้รับการเลื่อนชั้นซึ่งแบบนี้
ก็จะเป็นการวัดคุณภาพของผู้เรียนได้ด้วย
และครูใหญ่ยังสอดแทรกการสอนแบบให้เด็กๆมีคุณธรรมจริยธรรม
ว่าการลักเล็กขโมยน้อยมันไม่ดีไม่ควรทำ
และควรรักษาความสะอาด ด้วย
“ดีแล้ว
วันพฤหัสหน้า ให้พามาโรงเรียน ดูเด็กน้อยคนนี้จะได้ดี ค้าขายดี ถ้าเรียนไปสูงๆ
จะได้เป็นนายคน”
แล้วหลวงพ่อเคนหันมาทางคูน
“ดูหน้าตาซื่อๆเหมือนม่ของหมอลำ ชื่ออะไนนะ บักหำน้อย”
“ชื่อคูน”
คูนพูดดังๆ
“เป็นนักเรียนแล้ว
อย่าเอากาบหมากใส่ในกางเกงรองก้นมานะ”
“ครับ”
“รู้ไหมว่าครูที่โรงเรียนมีกี่คน”
“สองคน”
“สามทั้งหลวงพ่อ
แต่หลวงพ่อไม่มีเงินเดือน จำไว้นะ”
“ครับ”
“รักใครมากที่สุดในบ้านนี้”
“พ่อแม่
บุญหลายและยี่สุ่น”
“เกลียดใคร
เกลียดอะไรมากที่สุด”
คูนนึกอะไรไม่ออกจึงหันหน้าออกข้างนอก
เห็นแต่แผ่นฟ้าสีครามใสๆ กับดวงตะวันสีแดงแกมเหลือง จึงหันมาบอกว่า
“เกลียดฟ้าครับ”
“มันไม่ให้ฝนตก มันให้แต่แล้ง”
“ลุกขึ้นยืน
หันก้นมา กอดอก”
คูนกลัวตัวสั่นลุกยืนกอดอก
แล้วไม้เรียวของหลวงพ่อก็กระทบก้นคูนทีหนึ่ง จนรู้สึกเสียวแปลบๆ
คูนน้ำตาไหลแต่ไม่ยอมร้อง
“นั่งลง
เก่งมาก อย่าร้อง กลืนน้ำตาลงไปเสีย”
คูนกลืนน้ำตาที่ไหลลงปากแล้วนั่งพับเพียบ
“จำไว้ให้ดี
จะบอกให้ ต่อไปอย่าเกลียดฟ้า ฟ้าไม่เคยลงโทษใคร จำได้ไหม”
“ครับ”
“เอ้า
ว่าตามหลวงพ่อ”
แล้วหลวงพ่อว่านำ
คูณจึงว่าตามหลวงพ่อดังๆ
“ต่อไปผมจะไม่โทษฟ้า ฟ้าไม่เคย โทษใคร” (
คำพูน บุญทวี ,2552 :
65 )
จากข้อความข้าวต้นนั้น
จะสังเกตได้ว่าลักษณะการสอนของหลวงพอนั้นจะสอบแบบให้คิดเป็น รู้จักใช้เหตุผล
ไม่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ และมักจะสอดแทรกคติ คำสอนหลากหลาย เช่น อย่าร้องไห้ การตั้งคำถาม ให้เด็ก รู้จักตอบคำถาม ตอบถูกก็ควรที่จะ ชื่นชม
และตอบผิดความที่จะได้รับการลงโทษ และต้องมีเหตุผลในการกระทุกอย่า ถ้าไม่อย่างนี้อาจจะทำให้เด็กกว่า และไม่กล้าที่จะมาเรียนอีก
ด้านการเมืองการปกครอง
ในด้านการปกครองในนวนิยายเล่มนี้ไม่ได้ระบุอย่างเด่นชัดอาจจะมีปรากฏสักตอนสองตอนเพราะนวนิยายเรื่องนี้จะเน้นหนักไปทางภาพชีวิตสังคมบ้านนา
การเอาตัวรอดในสภาวะการณ์ที่แห้งแล้ง
เพราะในสังคมบ้านนา ผู้เขียนก็ระบุลงไปว่า
เมื่อขบวนเกวียนพ้นป่าออกไปก็เลาะเลียบทุ่งนาแห่งหนึ่งซึ่งไม่กว้างใหญ่นัก
เมื่อเสียงร้องโหวกเหวกดังขึ้น คูนจึงเหลียวมองไปเห็นหมู่บ้านหน้าตั้งอยู่ริมทุ่ง
จึงนึกได้ว่าหมู่บ้านนี้ก็คือหมู่บ้านที่เคยผ่านเมื่อขามา แต่ในท้องนาไม่มีน้ำขังอยู่เหมือนเก่า “พุ้นพวกเด็กน้อยเลี้ยงควาย”
ยี่สุ่นพูดพร้อมกับชี้มือ
ในพลันยี่สุ่นก็หดมือและนั่งลงไวๆเพราะชายวัยเกือบเท่าพร้อมสองคนหามไหใบใหญ่สองใบตรงมา
คนเดินตามหลังสามคนนั่นก็นุ่งเสื้อกางเกงสีกากีเหมือนกันหมดและเครื่องหมายติดอยู่บนหมวกถูกแสงแดดเป็นเงาอยู่วาบๆ
เมื่อขบวนเกวียนหยุด ชายสองคนก็วางไหลง ลุงกาเดินไปไวๆ แล้วถามดังๆว่าไหอะไร
ชายคนหนึ่งที่สะพายปืนยาวบอกว่า “เหล้าสาโทน่ะ” แล้วพ่อของคูนมและลุงเข้มก็เดินไป
คูนก็ลงจากเกวียนไปด้วย
ชายสามคนที่แต่งตัวเหมือนกันนั่นคือตำรวจ ซึ่งคูนยังไม่เคยเห็น และเหตุที่เขาหยุดก็เพราะชายที่หามไหร้องขอกินน้ำ
เมื่อทิดจุ่นกับพ่อคูนไปเอาบั้งทิงมาส่งให้คนละกระบอก ทั้งสองก็ยกบั้งทิงขึ้นกินน้ำ เสียงอึกๆ
เมื่อกินอิ่มทั้งสอง ก็ส่งบั้งทิง คืนให้พ่อกับทิดจุ่น “ให้เจ้าได้ บุญหลายๆ
ดน้อ”
ชายคนหนึ่งพูดกลางเอามือเช็ดเหงื่อตามใบหน้า
“เขาจับเหล้าสาโทหมู่เจ้าบ่”
ลุงกาถาม
“อื้อ
ตำรวจจับพวกข้อยมื้อเช้านี้”ชายคนเก่าบอก
“ผมขอกินจักหน่อยได้บ่”
ลุงกาถามตำรวจที่ยืนหน้าถมึงทึง
“บ่ได้ นี้คือเหล้าของกลาง”
ตำรวจนายนั้นว่าเท่านั้นก็บอกให้ชายสองคนนั้นยกไม้หามขึ้นเดินไปไวๆ
ลุงกาถามว่าจะพาเขาไปไหน แต่พวกตำรวจไปพูด คนที่หามไหข้างหนึ่งเหลียวมาพูดดังๆวา
“ไปอำเภอ” แล้วเดินเหย่าๆจากไป..
.
…ตำรวจแต่งตัวแบบนี้คูนไม่เคยเห็น
เคยเห็นแต่ที่ไม่แต่เครื่องแบบครั้งหนึ่งที่ร้านเจ๊กอู๋
ทุกคนมีผ้าขาวม้าคาดเอวและเหน็บปืนสั้นที่เอวเหมือนกันเมื่อคูนมาเห็นเขาแต่งตัวเต็มยศเข้าแบบนี้ก็ทำให้คูนนึกอยากเป็นตำรวจอยู่ในใจ
เมื่อขึ้นเกวียนไปถามแม่ว่าทำไมตำรวจแต่งตัวแบบนั้นไม่เคยมาบ้านเราสักหน
แม่ก็บอกว่าเขาไม่ไปกันเพราะที่บ้านเราไม่มีเหล้าเถื่อนเหล้าสาโทพอที่จะได้จับ
และคนบ้านเราก็มีแต่คนดีๆ ไม่ทำผิดกฎหมาย ถ้าเขาไปก็ไปกินแกงไก่ที่ร้านเจ็กอู่เท่านั้น
(
คำพูน บุญทวี ,2552 :
258 )
จากทั้งสองข้อความข้างต้นที่กล่าวมานั้น
ทำให้รู้ได้ว่าทุกยุคทุกสมัยก็จะมีคนทำผิดอยู่เสมอ
และก็จะมีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่เสมอ และในข้อความที่สองนั้นผู้เขียนบอกว่า คนในหมู่บ้านไม่นิยมทำความผิด
เพราะทุกคนเป็นคนดี อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เท่านั้นสังคมก็มีความสุขมากพอแล้ว
และจากที่กล่าวมาทั้งหมด
ในนวนิยายเรื่องนี้ จะมีผู้ใหญ่บ้าน
ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่สามารถดูแลลูกบ้านได้ทั้งหมด
และคนที่อยู่ในหมู่บ้านจะมีความเกรงใจ
และจะมีหลวงพ่อเคนที่ผู้คนในหมู่บ้านให้ความเคารพนับถือ ซึ่งจะกล่าวได้ว่า
การปกครองในเรื่องลูกอีสานนี้จะออกแนวผู้ใหญ่ดูแลเด็ก
ทำให้เกิดการยำเกรงและรู้จะการให้อภัย ซึ่งกันและกัน
ด้านการประกอบอาชีพ(อาชีพ)
ในลูกอีสานนี้เราจะเห็นอาชีพที่หลายหลายมากมาย
ซึ่งจะกล่าวในการทำมาหากินรวมเข้าไปด้วยเพราะการทำมาหาอยู่หากินในลุกอีสานนี้
จะแฝงไปด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และสอดแทรกวิธีการทำอาหารในแบบต่างๆการซ่อมแต่งบ้าน
ซ่อมแกวียนในตอนที่เกวียนหักในคราวที่กลับมาจากแม่น้ำชี ซึ่งทุกอย่างนี้
สามารถนำไปประยุกต์ให้เข้ากับการประกอบอาชัพที่หลายหลาย แต่ถ้าจะกล่าวถึงอาชีพจริงๆ ที่เห็นเด่น
ก็คงจะมี ร้านค้าญวน ร้านค้าเจ๊กอู๋ และคนที่มีอาชีพสักลาย ครู หมอลำ
หมอยา อาชีพ ตีเหล็ก ฯลฯ ซึ่งจะมีหลายหลายมากมายเหลือเกิน
ดั่งตอนเริ่มเรื่องที่ได้มีการเกริ่นเริ่มนั้น ก็จะกล่าวถึงลักษณะชีวิตและอาชีพประจำของชาวบ้าน
“เรือนหลังนี้อยู่ในหมู่บ้านทางภาคอีสานแห่งหนึ่ง ทุกครัวเรือนจึงมีสภาพเหมือนกัน
คือมียุ้งข้าวอยู่ใกล้ตัวเรือน
และคอกวัวคอกควายอยู่ใต้ถุนเรือนรอบๆหมู่บ้านก็เป็นทุ่งนาและหนองน้ำ
ซึ่งจะแห้งขอดอยู่บ่อยๆ เลยหนองน้ำไปอีกหน่อยก็จะเป็นป่าโปร่งที่ชาวบ้านเรียกว่า
“โคกอีแหลว”
( คำพูน บุญทวี ,2552 :
11 )
จากข้อความที่กล่าวข้างต้นนั้นจะเห็นว่าอาชีพหลักของคนในหมู่บ้านนั้นทำนา
หาปูหาปลากิน ถ้าเหลือก็เอาไปขายแลกเงิน บ้าง แลกข้าว บ้าง
“ลางคนเก็บครั่งไปขายได้ซื้อเสื้อใหม่นะ”
ลูกชายหมอลำกล่าว
“เอาไปขายที่ไหน”
จันดีตาวาว
“ที่ร้านเจ๊กอู๋”
“ขายจังได๋” จันดีถามไวๆ
“ครั่งสดกระป๋องนมละสามตังค์
ครั่งแห้งตังส์เดียว” ลูกเจ๊กอู๋บอก
จันดีหงึกคอแล้วดึงมือคูนเดินหนีไป
บอกกับคูนว่าพรุ่งนี้ต้องไปหาเก็บครั่งไปขายให้ได้
ที่จะคอยให้พ่อซื้อเสื้อใหม่ให้คงรอไปหลายวันและบอกว่าคูนต้องไปหาเก็บตามกลางทุ่งด้วยกัน
คูนก็รับปากว่าจะไปแน่ๆ เพราะเมื่อเห็นกางเกงกับเข็มขัดลูกเสือของพวกลูกชาย
หมอลำแล้ว ทำให้คูนกลืนน้ำลายทุกที่
( คำพูน บุญทวี ,2552 : 80 )
จากข้อความข้างต้นที่กล่าวมานั้น ทำให้ทราบว่า การซื้อการขายนั้นเพียงแค่มีขอไปแลกเปลี่ยนตามอัตราที่กำหนดไว้ก็สามารถที่จะได้ของมาโดยที่เด็กนักเรียนอย่างคูนและจันดีซึ่งในตรงนี้เอง
ก็จะแทรกตรงจริยธรรมตรงที่ว่า อยากได้อะไรกล้าคิดที่จะหามาเองโดยอาชีพชอบ
สุจริตและไม่เดือดร้อนพ่อแม่ด้วย
ซึ่งผู้เขียนจะเน้นย้ำมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า ควรจะตั้งใจเรียน มีงานดีๆทำ และ
ผู้เขียนก็จะคอยแทรกคติธรรมคำสอน ที่ พ่อแม่ หรือ บุคคลอื่นๆสอนคูนอยู่ตลอดเวลา แทรกแง่คิดได้เหมาะสมและลงตัวที่สุด
คุณค่าของลูกอีสาน
คูนนั่งน้ำตาไหลไม่รู้ตัว
ลืมตาขึ้นก็เห็นพ่อกับแม่นั่นเบียดอยู่แนบแน่น
พ่อถามว่าร้องไห้เพราะดีใจใช่ไหมลูก คูนหงึกคอให้พ่อแล้วยิ้มทั้งน้ำตา
บักจันดีพูดว่าบักคูนจะเป็นใบ้แล้วหรือไง แต่คูนพูดไม่ออกบางครั้งก็ดูเหมือนเสียงระฆังโรงเรียนกังวานขึ้นแหง่งหง่าง
...บางครั้งก็มีเสียงหลวงพ่อเคนกังวานอยู่ในหู..ฟ้าไม่เคยลงโทษใคร...แต่นี้ต่อไปมึงอย่าโทษฟ้า...บรรยากาศวันนั้นมันเหมือนกับเดี๋ยวนี้และวันนี้..คูนยังจะต้องพบกับมันอีก เพราะคูนเป็นลูกอีสานเป็นหลานของปู่ขาลาย...ที่ไม่เคยโทษฟ้าเหมือนคำสอนของหลวงพ่อเคน
และคำสอนของหลวงพ่อที่ยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของคูนเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้
(
คำพูน บุญทวี ,2552 :
310 )
นวนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตในสถานที่แห้งแล้งลำบาก
และยังยากจน และด้วยความที่ผู้เขียน
เขียนเพื่อเน้นถึงความเป็นรากเหง้า ความเป็นอัตลักษณ์ถิ่นทางอีสาน คำพูน บุญทวี เขียนถึง
การดำเนินชีวิตในลูกอีสาน ได้สมจริงราวกับว่าได้ประสบพบเจอมากับตัวเอง
แม้นว่าเรื่องนี้จะมีส่วนของเรื่องจริงอยู่บ้าง
และเมื่อมองลึกลงไปอีกนั้น ก็ได้ทราบถึงจุดยืนของชาวลูกอีสานโดยแท้ที่ไม่ย้อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลายที่ผ่านพบเข้ามา
และยังมีครอบครัวที่เข้าใจ
พร้อมที่จะเดินเคียงข้างเสมอมา
โครงเรื่องและเนื้อเรื่องของลูกอีสานนั้น
ได้สะท้อนให้เห็นคุณค่าของความเป็นอีสาน ผู้แต่งได้สะท้อนภาพชีวิตที่สมจริงและยังมีการสอดแทรกคุณธรรมให้ตระหนักถึงความเป็นลูกอีสานได้อย่าแท้สมบูรณ์แบบ
ทั้งการบรรยายฉาก ที่มีความเป็นจริง
บรรยายตัวละครแต่ละตัวได้อย่างเห็นภาพออกมาราวกับว่าผู้อ่านได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้น
บางตอนก็สามารถที่จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครได้อย่างแจ่มแจ้ง บทสนทนาที่มีคำพูดที่ชัดเจน
แสดงถึงเจตนาที่ทราบได้ทันที
และแฝงด้วยคำสอน
และอีกตัวละครที่มีอิทธิพล
อย่างมากในเรื่องลูกอีสาน คือ พ่อของคูน ถ้าขาดตัวละครนี้ไป
จะทำให้เรื่องนี้เหมือนขาดอะไรสักอย่าง แน่นอน เพราะเด็กที่สงสัยอย่างคูน มีพ่อคนเดียวเท่านั้นที่อดทนสามรถที่จะอธิบายได้ว่า
นั้นคืออะไร ใช้ยังไง ไปหามาได้อย่างไร และพ่อยังเป็นทุกอย่างของคูนทั้งสอนเรื่องๆ
สอนการหาอาหาร การทำกับข้าว
และให้มีความอดทน ต่อความยากลำบาก
การที่คำพูน บุญทวี ใช้ประสบการณ์จากการที่เผชิญมาแล้ว นำมาแต่ง เรื่องลูกอีสาน
จะแสดงออกถึง ความลำบากยากแค้น นั่นหมายความว่าสอนให้คูนเป็นคนอดทน
และต่อสู้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้หล่อหลอมความเป็นคนอีสาน
นำเสนอการต่อสู้ชีวิตอดทน ไม่ยอมจำนน ต่อความอดอยาก ความเป็นอีสานอยู่ที่ว่าเราควรรู้จักที่จะ “อยู่” กับความยากลำบาก ความสามารถที่จะต่อสู้กับมันอย่างมีศักดิ์ศรี หรือจะพูดแบสรุปจะได้ว่า ความเป็นอีสานอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แม้นจะลำบากมากแค่ไหนก็ตาม
คนอีสานคือคนที่ไม่อดตาย
เอกสารอ้างอิง
นพพร
ประชากุล. “มีอะไรในลูกอีสาน”.
ภาษาและหนังสือ 15 ปีซีไรต์. ปีที่ 25 ฉบับที่ 1-2
(เมษายน 2535 –
มีนาคม 2536) หน้า 17-21.
คำพูน บุญทวี .(2552) .ลูกอีสาน.พิมพ์ครั้งที่
50 .กรุงเทพฯ : โป๊ยเซียน.
วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556
นักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย
คณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ห้อง3
รหัสนักศึกษา
543410010303
ผูกกลอนสำนวน
๑.ผูกสำนวนเป็นกลอนนั้นยากแท้
ให้พ่อแม่ช่วยทำก็ไม่ไหว
คนมือไวใจกล้าไม่รอใคร
มือห่างตีนห่างไซร้นั้นไม่ดี
๒.ตาต่อตาฟันต่อฟันการโต้ตอบ
คิดรอบคอบอย่าตาขาวหมดราศี
ตาเจ้าชู้เป็นเชิงทอดไมตรี
การอวดดีคือตาบอดสอดตาเห็น
๓.พระอิฐพระปูนวางเฉยไม่เดือดร้อน
วัวแก่กินหญ้าอ่อนไม่ยากเข็ญ
ถ้าเลี้ยงช้างกินขี้ช้างไม่ยากเย็น
ก็จะเป็นวังวนเวรกรรมที่ซ้ำเติม
๔.เมื่อวันดีคืนดีโอกาสเหมาะ
เมื่อมีเคราะห์หน้าชื่นอกตรมไม่ส่งเสริม
หมูไปไก่มาเป็นทุนเดิม
หรือจะเพิ่มเงาตามตัวไปด้วยกัน
๕.ชื่อเสียงเรียงนามตามกำหนด
คดในข้องอในกระดูกให้อาสัญ
คนละไม้คนละมือต่างครบครัน
ซนเหมือนลิงไม่นิ่งงันต่างทุกข์ทน
๖.ตามใจปากลำบากท้องเพราะการกิน
คบคนจรหมอนหมิ่นสิขัดสน
จับให้มั่นคั่นให้ตายจนวายชน
อย่าโง่เง่าเต่าตุ่นให้วุ่นวาย
๗.คบคนพาลอย่าพาลตอบ
อย่าเป็นกบในกะลาครอบให้ขนขวาย
เกิดเป็นคนชาติเสือไม่ทิ้งลาย
จะไปตายเอาดาบหน้าไม่น่าลอง
๘.หมองูยังตายเพราะงู
เชือดไก่ให้ลิงดูอย่างจองหอง
เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านคิดไตร่ตรอง
อย่าเศร้าหมองออมไว้ไม่ขัดสน
๙.สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
อย่าทำเป็นสุกเอาเผากินจะไร้ผล
สำมะเลเทเมาแสนอายคน
สิบแปดมงกุฎฉ้อฉลคนไม่ดี
๑๐.พายเรือทวนน้ำสวนกระแส
นอนหงายแผ่สองสลึงตะลึงหนี
ย้อมแมวขายหลอกลวงตำหนิมี
อย่ารักพี่เสียดายน้องลังเลใจ
๑๑.เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงจุดนี้
เป็นฤกษ์งามยามดีตามเงื่อนไข
กลอนสำนวนผูกแล้วลงเอยไป
ศิษย์มีครูขอน้อมนบเคารพครู
จบแล้วจ้า
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
